บทความ : สรุปครบจบที่เดียว! ระบบลงเวลาทำงานกับกฎหมายแรงงาน 2026
“สรุปครบจบที่เดียว! ระบบลงเวลาทำงานกับกฎหมายแรงงาน 2026 สิ่งที่ SME ต้องรู้ก่อนโดนฟ้อง”
ในปี 2026 กฎหมายแรงงานไทยกำลังถูกจับตามองมากขึ้นกว่าที่เคย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเวลาทำงาน การทำงานล่วงเวลา และหลักฐานที่นายจ้างต้องมีไว้รองรับเมื่อเกิดข้อพิพาททางแรงงาน สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SME หลายแห่ง ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับ “ระบบลงเวลาทำงาน” อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่นำไปสู่การถูกร้องเรียน ถูกตรวจสอบ หรือแม้แต่ถูกฟ้องร้องโดยไม่รู้ตัว
ในอดีต เครื่องตอกบัตรอาจถูกมองว่าเป็นมาตรฐาน แต่ในโลกการทำงานปัจจุบันที่มีทั้งการทำงานนอกสถานที่ การทำงานแบบยืดหยุ่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่กระบวนการเดิม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ยังต้องใช้เครื่องตอกบัตรอยู่หรือไม่” แต่คือ “ระบบที่ใช้อยู่วันนี้ สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานหรือเปล่า”
บทความนี้จะสรุปภาพรวมแบบครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกเวลาทำงานในปี 2026 ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงประเด็นที่ SME มักพลาดโดยไม่ตั้งใจ พร้อมชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้ระบบลงเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวก แต่คือการป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายในระยะยาวอย่างเป็นระบบ
การใช้แอปพลิเคชันบันทึกเวลาทำงานแทนเครื่องตอกบัตร ผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่?
คำถามนี้เป็นหนึ่งในข้อสงสัยอันดับต้นๆ ของเจ้าของกิจการและผู้บริหาร SME ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อหลายองค์กรเริ่มเปลี่ยนจากเครื่องตอกบัตรแบบดั้งเดิม มาใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนหรือระบบออนไลน์ในการบันทึกเวลาเข้างาน–ออกงานของพนักงาน

คำตอบคือ ไม่ผิดกฎหมายแรงงาน และถือว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางของกฎหมายและการทำงานยุคดิจิทัลด้วยซ้ำ
ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการจ้างงาน เช่น เวลาทำงาน เวลาทำงานล่วงเวลา วันหยุด และการจ่ายค่าจ้าง เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องอยู่ในรูปแบบกระดาษหรือเครื่องตอกบัตรเท่านั้น แต่กฎหมายได้เปิดช่องให้ใช้ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data / e-Document) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สาระสำคัญอยู่ที่ “รูปแบบ” ของข้อมูลไม่สำคัญเท่ากับ “ความน่าเชื่อถือของระบบ” หากระบบบันทึกเวลาทำงานนั้น
มีการยืนยันตัวตนของพนักงานอย่างชัดเจน
ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้โดยพลการ หรือมี Log การแก้ไขที่ตรวจสอบได้
สามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ครบถ้วน
แสดงเวลา วันที่ และตัวตนของผู้บันทึกอย่างชัดเจน
ข้อมูลดังกล่าวจะถือเป็นพยานหลักฐานที่สามารถใช้ได้จริงในกรณีพิพาทแรงงาน และสามารถนำไปแสดงต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลแรงงานได้
ในทางปฏิบัติ แอปพลิเคชันบันทึกเวลาทำงานยุคใหม่ เช่น TimeMint ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเงื่อนไขเหล่านี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนผ่านอุปกรณ์ส่วนบุคคล การบันทึกเวลาจริงตามระบบเซิร์ฟเวอร์ การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายให้กับนายจ้างอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นแล้ว การใช้แอปพลิเคชันลงเวลาทำงานไม่เพียงแต่ “ไม่ผิดกฎหมาย” แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบมากกว่าเครื่องตอกบัตรแบบเดิม หากเลือกใช้ระบบที่ออกแบบมาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น
3 จุดเสี่ยงที่ SME มักพลาดเมื่อใช้ Excel หรือสมุดจดลงเวลา เทียบกับระบบ Digital
แม้ว่าปัจจุบันจะมีระบบลงเวลาทำงานแบบดิจิทัลให้เลือกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ SME จำนวนไม่น้อยยังคงใช้วิธีให้พนักงานเซ็นชื่อในสมุด หรือบันทึกเวลาเข้างานออกงานผ่านไฟล์ Excel ด้วยเหตุผลหลักคือมองว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของกฎหมายแรงงานและแนวทางการตรวจสอบของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน วิธีการเหล่านี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าที่หลายคนคิดอย่างมาก

ความเสี่ยงเหล่านี้มักไม่ปรากฏให้เห็นในวันที่ทุกอย่างราบรื่น แต่จะกลายเป็นปัญหาทันทีเมื่อเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง หรือเมื่อถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเอกสารอย่างจริงจัง โดยสามารถสรุปจุดเสี่ยงสำคัญได้ 3 ประเด็นหลักดังนี้
1. ความน่าเชื่อถือของหลักฐานและความสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity)
การบันทึกเวลาทำงานด้วย Excel หรือสมุดจดมีจุดอ่อนสำคัญคือ ข้อมูลสามารถถูกแก้ไขย้อนหลังได้ง่าย โดยแทบไม่เหลือร่องรอยว่าใครเป็นผู้แก้ไข แก้ไขเมื่อใด และแก้ไขไปเพื่ออะไร ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทเรื่องการขาดงาน การมาสาย หรือการทำงานล่วงเวลา ลูกจ้างสามารถโต้แย้งได้ทันทีว่าข้อมูลดังกล่าวไม่โปร่งใสหรือถูกเปลี่ยนแปลงภายหลัง
ในทางปฏิบัติ ศาลแรงงานจะให้น้ำหนักกับหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบย้อนหลังได้ หากระบบไม่สามารถแสดง Log การบันทึกและการแก้ไขข้อมูลได้อย่างชัดเจน โอกาสที่หลักฐานฝั่งนายจ้างจะถูกลดน้ำหนักลงมีสูงมาก เมื่อเทียบกับระบบ Digital ที่มีการบันทึกเวลาอัตโนมัติและเก็บประวัติการใช้งานทุกขั้นตอน
2. ความผิดพลาดในการคำนวณค่าล่วงเวลา (Calculation Error)
การคำนวณเวลาทำงานและค่าล่วงเวลาผ่าน Excel มักพึ่งพาการกรอกข้อมูลด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นการปัดเศษนาที การกำหนดช่วงเวลา OT หรือการคำนวณค่าจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ความผิดพลาดเล็กน้อยจาก Human Error เช่น ปัดเวลาเกินหรือต่ำกว่าความเป็นจริง อาจส่งผลให้จ่ายค่าจ้างขาดไปเพียงไม่กี่บาท
อย่างไรก็ตาม ในมุมกฎหมายแรงงาน การจ่ายค่าจ้างหรือ OT ขาด แม้เพียงเล็กน้อย ลูกจ้างมีสิทธิ์ฟ้องร้องย้อนหลังได้หลายปี พร้อมเรียกดอกเบี้ยและค่าเสียหายเพิ่มเติม ความผิดพลาดที่ดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญใน Excel จึงอาจกลายเป็นภาระทางกฎหมายที่รุนแรงสำหรับ SME โดยไม่จำเป็น
3. ความเสี่ยงจากการสูญหายของข้อมูล
เอกสารกระดาษและไฟล์ที่เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีความเสี่ยงต่อการสูญหายจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ไฟล์เสีย เครื่องพัง น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแม้แต่การจัดเก็บที่ไม่เป็นระบบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานขอตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง หากไม่สามารถนำข้อมูลมาแสดงได้ทันที นายจ้างจะตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน ระบบ Digital แบบ Cloud SaaS ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย สามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ทันทีตามช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการบริหารภายในและการตรวจสอบตามกฎหมายแรงงานได้อย่างเป็นระบบ
จากทั้งสามประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดว่า การใช้ Excel หรือสมุดจดอาจดูประหยัดในระยะสั้น แต่แฝงไปด้วยความเสี่ยงทางกฎหมายที่สูงมาก ในขณะที่ระบบลงเวลาทำงานแบบดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการป้องกันปัญหาข้อพิพาทแรงงานของ SME ในระยะยาว
กฎหมาย PDPA กับการตอกบัตรออนไลน์ ติด GPS พนักงานทำได้แค่ไหน

หนึ่งในความกังวลที่ถูกถามซ้ำบ่อยมากจากทั้งฝั่งนายจ้างและพนักงาน คือการใช้แอปพลิเคชันลงเวลาทำงานที่มีการระบุตำแหน่งพิกัด ว่าจะกลายเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือเป็นการแอบติดตามพนักงานตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่
ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง และมีบทลงโทษที่ชัดเจน หากมีการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น
คำตอบที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายคือ แอปพลิเคชันลงเวลาทำงาน ไม่ควร และไม่สามารถ ติดตามพนักงานตลอดเวลาได้ หากออกแบบระบบให้สอดคล้องกับ PDPA อย่างถูกต้อง
หลักการที่กฎหมายยอมรับได้
นายจ้างสามารถเก็บข้อมูลพิกัดตำแหน่งของพนักงานได้ เฉพาะในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเท่านั้น และต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น การพิสูจน์สถานที่ปฏิบัติงานจริง หรือ Proof of Work Location
ในทางปฏิบัติ หมายความว่า ระบบสามารถดึงข้อมูล GPS ได้เฉพาะ “ขณะกดบันทึกเข้าและออกงาน” เท่านั้น เพื่อยืนยันว่าพนักงานปฏิบัติงานจากสถานที่ที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน หน้างาน หรือสถานที่ทำงานนอกสถานที่
การเก็บพิกัดลักษณะนี้ถือว่าเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจ้างงาน และอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายแรงงานและ PDPA ยอมรับได้ หากมีการแจ้งวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนและโปร่งใส
สิ่งที่ทำไม่ได้ตาม PDPA
การติดตามตำแหน่งพนักงานตลอดทั้งวัน การบันทึกเส้นทางการเดินทาง หรือการเก็บพิกัดหลังเลิกงาน ถือเป็นการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น และมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
แม้ว่านายจ้างจะมีเหตุผลด้านการบริหารจัดการ แต่หากข้อมูลนั้นไม่จำเป็นต่อการจ่ายค่าจ้างหรือพิสูจน์เวลาทำงาน ก็อาจถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย
แนวทางของ TimeMint กับหลัก Data Minimization
TimeMint ถูกออกแบบบนหลักการ Data Minimization ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ PDPA นั่นคือ เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น และเก็บเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นจริง ระบบจะดึงพิกัดตำแหน่งเฉพาะในวินาทีที่พนักงานเปิดแอพ TimeMint เพื่อกดปุ่ม Check-in หรือ Check-out โดยจะไม่มีการเก็บพิกัด หรือ ตรวจติดตามตำแหน่งระหว่างวันใดๆนอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เพื่อการบันทึกเวลาเท่านั้น และ แน่นอนว่าไม่มีการเก็บพิกัดหลังเลิกงาน และไม่มีการทำ Tracking ใดๆ ที่อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของการลงเวลาทำงาน แนวทางนี้ช่วยให้
นายจ้างมีหลักฐานพิสูจน์สถานที่ทำงานได้จริง
พนักงานมั่นใจว่าไม่ได้ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว
ระบบสอดคล้องกับทั้งกฎหมายแรงงานและ PDPA อย่างเคร่งครัด
TimeMint เป็นระบบตอกบัตรออนไลน์ที่ออกแบบอย่างถูกต้องตามหลักการเพื่อให้สอดคล้องกับ PDPA และเน้นการเอาข้อมูลน้อยที่สุดเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเท่านั้น TimeMint ไม่ได้เป็นเครื่องมือสอดส่องพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยสร้างความชัดเจน โปร่งใส และป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต ทั้งต่อองค์กรและพนักงานในระยะยาวอีกด้วย
เจาะลึกฟีเจอร์ TimeMint ที่ช่วยปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ปัญหาข้อพิพาทแรงงานจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของนายจ้าง แต่เกิดจาก “ช่องโหว่ของระบบ” ที่ไม่สามารถสร้างหลักฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อถึงวันที่ต้องอธิบายต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลแรงงาน ระบบที่ดีจึงไม่ใช่แค่บันทึกเวลาได้ แต่ต้องช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายให้กับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม TimeMint ถูกออกแบบมาโดยยึดโจทย์ด้านกฎหมายแรงงานเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงโจทย์ด้านไอทีหรือความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งทำให้ฟีเจอร์ต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการ “ปิดช่องโหว่” ที่ SME มักเผชิญโดยไม่รู้ตัว ดังนี้
หลักฐานภาพถ่ายเพื่อยืนยันตัวตน (Real-Time Photo Evidence)

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของระบบลงเวลาคือการฝากเพื่อนตอกบัตรแทน ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อวินัยการทำงาน แต่ยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งหมด เมื่อข้อมูลเวลาไม่สะท้อนการทำงานจริง นายจ้างจะขาดหลักฐานที่ใช้ยืนยันข้อเท็จจริงในกรณีเกิดข้อพิพาท
TimeMint แก้ปัญหานี้ด้วยการบันทึกภาพถ่ายในขณะ Check-in และ Check-out เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ลงเวลา ข้อมูลภาพถ่ายนี้ถูกผูกกับเวลาบันทึกและพิกัดสถานที่ในเหตุการณ์เดียวกัน ทำให้ข้อมูลมีน้ำหนักเชิงพยานหลักฐานสูงขึ้นอย่างชัดเจน หากเกิดกรณีโต้แย้ง ระบบสามารถแสดงหลักฐานได้ครบทั้ง ใคร มาเมื่อไร และอยู่ที่ไหน
ระบบคำนวณกะงานอัตโนมัติ รองรับกฎหมายแรงงานไทย (Shift Management)
กฎหมายแรงงานไทยมีรายละเอียดที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องกะงาน กะกลางคืน การทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์ การคำนวณด้วยมือหรือใช้สูตร Excel มักนำไปสู่ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจกลายเป็นความผิดทางกฎหมายในภายหลัง
TimeMint รองรับการตั้งค่ากะงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกะเช้า กะบ่าย กะดึก การทำงานข้ามวัน หรือการทำงานในวันหยุด ระบบจะคำนวณชั่วโมงทำงานและค่าตอบแทนตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจาก Human Error และช่วยให้นายจ้างมั่นใจว่าการคำนวณเป็นไปตามกรอบกฎหมายแรงงาน
ลดข้อขัดแย้งด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time Data Transparency)
ข้อพิพาทจำนวนมากเริ่มต้นจากความไม่ตรงกันของข้อมูลเมื่อถึงวันสรุปเงินเดือน พนักงานอาจรู้สึกว่าเวลาทำงานไม่ครบ หรือ OT ถูกคำนวณไม่ถูกต้อง ขณะที่นายจ้างต้องใช้เวลาไล่ตรวจข้อมูลย้อนหลังซึ่งมักไม่สมบูรณ์
TimeMint เปิดให้พนักงานสามารถตรวจสอบเวลาเข้า-ออกงานของตนเองได้แบบเรียลไทม์ผ่านมือถือ ความโปร่งใสนี้ช่วยลดความเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น หากมีความคลาดเคลื่อน พนักงานสามารถแจ้งแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอให้ปัญหาสะสมจนกลายเป็นข้อพิพาทในช่วงสิ้นเดือนหรือสิ้นปี
เมื่อพิจารณาโดยรวม ฟีเจอร์ของ TimeMint ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมพนักงาน แต่เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างยั่งยืนสำหรับ SME ในปี 2026 และหลังจากนั้น
สรุปแล้วทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้ TimeMint ในปี 2026 นี้ด้วยล่ะ ?
ในบริบทของปี 2026 ที่กฎหมายแรงงานมีการบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้น และลูกจ้างสามารถเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนหรือฟ้องร้องได้ง่ายกว่าในอดีต ระบบลงเวลาทำงานจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านการบริหารอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านการคุ้มครองทางกฎหมายของนายจ้างโดยตรง
สำหรับ SME ความเสี่ยงมักไม่ได้เกิดจากการเอาเปรียบแรงงานโดยตั้งใจ แต่เกิดจากระบบที่ไม่รัดกุม ข้อมูลไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เมื่อมีข้อโต้แย้ง การเปลี่ยนมาใช้ระบบลงเวลาที่ได้มาตรฐานตั้งแต่วันนี้ คือการลดความเสี่ยงก่อนปัญหาจะเกิด ไม่ใช่การแก้ไขหลังจากถูกฟ้องร้องแล้ว
TimeMint ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ระบบไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแอปพลิเคชันตอกบัตร แต่เป็นผู้ช่วยด้านงานบุคคลที่ช่วยให้องค์กรมีข้อมูลที่แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้จริง ทั้งในมุมของกฎหมายแรงงานและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เมื่อมีระบบที่พนักงานตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ นายจ้างสามารถอธิบายและแสดงหลักฐานได้อย่างชัดเจน และทุกฝ่ายยืนอยู่บนข้อมูลชุดเดียวกัน ข้อพิพาทที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆ จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร SME ที่ต้องการบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมรับการตรวจสอบ และลดความเสี่ยงทางกฎหมายในระยะยาว การเปลี่ยนมาใช้ TimeMint วันนี้จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในความมั่นคงของธุรกิจ
ทดลองใช้งาน TimeMint ฟรี 30 วัน เพื่อประเมินด้วยตัวคุณเองว่าระบบลงเวลาที่ออกแบบมาเพื่อกฎหมายแรงงานโดยเฉพาะ ช่วยเปลี่ยนการบริหารงานบุคคลให้เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยได้ด้วยการตัดสินใจของคุณเองแล้ววันนี้ !
20/01/2026
สอบถามรายละเอียดเพิ่มสามารถติดต่อได้ที่
เวลาทำการ จ-ส (เวลา 08:00-17:30) เบอร์โทรศัพท์ 02-463-6493 098-838-3909 098-016-1524 092-279-9484